Home ข้อคิด ขยันทำงานหาเงินก็แล้ว..แต่ทำไมเงินก็ยังไม่พอใช้

ขยันทำงานหาเงินก็แล้ว..แต่ทำไมเงินก็ยังไม่พอใช้

8 second read
0
0

พูดกันติดปาก ตั้งแต่วัยทำงานจนถึงวัยเกษียณ ว่าหาเงินมาจ่ายออกหมด หาเงินได้เท่าไหร่ก็ไม่พอจ่าย

หาเงินมาไม่ทันได้ใช้ หาเงินมาได้ก็ไม่เคยมีเงินเก็บคนทำงานทุกคนต่างต้องการเงินเดือนสูงๆ รายได้เยอะๆ กันทั้งนั้น

อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ได้เงินเดือน ที่พอใช้จ่ายตลอดเดือน เหลือเก็บบ้างเล็กน้อยก็ยังดี

แต่สภาพสังคมปัจจุบัน ชีวิตของคนทำงานมีสิ่งที่ทำให้ต้องเสียเงิน เสียค่าใช้จ่ายค่ามากขึ้น

ซึ่งแม้จะเป็นรายจ่ายที่สำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลง หรือลดรายจ่ายไม่ได้

เช่น ค่าผ่อนชำระบั ต ร เ ค ร ดิ ต ขั้นต่ำในแต่ละเดือน ค่าผ่อนสินค้า ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเตอร์เน็ต

ค่าเสริมสวย-ซื้อเครื่องสำอาง ค่าใช้บริการฟิตเนส ค่าน้ำมันรถรายจ่ายเหล่านี้

เป็นการจ่ายเพื่อสิ่งที่ ‘อาจไม่จำเป็นต้องมี ต้องทำ หรือต้องเป็น’ แต่ก็ยังดีกว่ารายจ่ายในสิ่งที่ไร้ประโยชน์

เช่น ค่ า เ ห ล้ า ค่ า บุ ห รี่ ค่าหวย หรือค่าใช้จ่ายสำหรับ อ บ า ย มุ ข ต่างๆ เงินเดือนเท่าไหร่

จึงจะพอกับความต้องการ จึงเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับคนทำงานหลายคนมีรายได้มากกว่า

ตอนเริ่มต้นทำงาน แต่ก็ยังไม่พอใช้จ่ายไม่พอใช้หนี้ ลองมองย้อนกลับไปในอดีต

หากเราไม่ก่อหนี้ โดยเฉพาะหนี้บั ต ร เ ค ร ดิ ตเพื่อซื้อสิ่งที่ต้องการอย่างง่ายๆ ป่านนี้คงมีเงินเก็บมากมาย

หากคนทำงานอย่างคุณ จ่าย ค่ า เ ห ล้ า ค่า บุ ห รี่ ในแต่ละวัน เท่าค่าใช้จ่ายประจำวัน

โดยเฉพาะ ค่าข้าวถ้า ง ด เ ห ล้ า ง ด บุ ห รี่ ในแต่ละเดือน จะเหลือเงินค่าข้าวเป็นสองเท่าเลยทีเดียว!

หากคุณมีรายได้หลักพัน หรือหลักหมื่นต้นๆ แต่ซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับราคาแพงใส่ไปทำงาน

ใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องละหลายหมื่น ที่ยังต้องผ่อน ดื่มกาแฟแก้วละเกือบร้อย

แม้จะเป็นความสุขของคนทำงาน ที่ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย

แต่ความทุกข์ที่ต้องจ่ายหรือเป็นหนี้จะตามมาในภายหลังพฤติกรรม

และการใช้ชีวิตเช่นนี้ ส่งผลให้คนทำงานส่วนใหญ่มีหนี้สินแม้แต่คนที่ทำงานได้เงินเดือนสูง

แต่บริหารรายได้ของตนเองไม่ดีก็ไม่เหลือเงินเก็บเพราะส่วนมากได้เงินเยอะก็ใช้เยอะตามไปด้วย

นี่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความอยากได้อยากมีของคน ยกตัวอย่างง่ายๆ

ตอนเป็นเด็ก คุณอาจจะคิดว่ามีเงินแค่ 1 ล้านบาท ก็ถือว่ารวยแล้ว

แต่เมื่อโตขึ้นมาเงิน 1 ล้านบาท อาจจะเป็นเงินจำนวนที่น้อยมากในสายตาคุณนั่นก็เพราะกิเลสไม่มีที่สิ้นสุด

ยิ่งคนเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ กิเลสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตาม ‘สภาพและฐานะนุรูปที่คุณต้องสร้างภาพให้ปรากฏแก่สังคม’

ดังนั้น ถึงจะมีเท่าไรก็ไม่พอใช้ เพราะความต้องการที่เพิ่มขึ้น ลองพิจารณาดูว่าในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

คุณอาจมีรายได้แค่หลักพันหรือหลักหมื่นต้นๆ จากรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในหนึ่งหนึ่งเดือน

เมื่อคุณมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆรายได้ก็เกิดการไม่พอใช้ ต้องหมุนเงินเดือนชนเดือน

หลังจากนั้น คุณก็จะเริ่มคิดว่าถ้ามีเงินเดือนสามหมื่นบาทก็คงพอค่าใช้จ่าย อยู่ได้สบายๆ

แต่เมื่อเงินเดือนคุณถึงสามหมื่นเมื่อไหร่ก็กลับเข้าสู่พฤติกรรมเดิม เงินสามหมื่นที่คิดว่าพอ

สุดท้าย ก็ไม่พออยู่ดีจากที่เคยคิดว่า ‘ใช้เท่าไหร่ก็ยังไม่พอ’ พยายามเปลี่ยนมาเป็น

‘อยากเก็บออมให้ได้เยอะที่สุดจนรู้สึกว่าออมเท่าไหร่ก็ยังออมไม่พอ’ หรือ สร้างหนี้ได้

แต่ต้องเป็น ‘หนี้เพื่ออนาคต’ออมเงินกับ ป ร ะ กั น ชี วิ ต และฝากเงินกับธนาคาร จะได้สบายตอนแก่

หรือมีเงินเก็บไว้ใช้ หากเกิดเหตุการณ์ ฉุ ก เ ฉิ น หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นประเมินรายจ่าย

จากเงินเดือนหรือรายรับอื่นๆ ก่อนเสมอ เพื่อจัดสรรเงินเดือนเป็นส่วนๆคิดว่าควรจ่ายอะไรเท่าไหร่บ้าง

จะได้รู้ว่าที่จ่ายไปแต่ละเดือนจนไม่เหลือกินเหลือเก็บนั้นรายจ่ายส่วนใดที่ไม่มีความจำเป็น

ก็ค่อยๆ ตัดออกไป เรียกง่ายๆว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัดหากเก็บออม 1 ปี ได้ สัก 8 หมื่น

เก็บออมได้ 3 ปี เป็น 2 แสน 4 หมื่น ระหว่างนั่นอาจจะไปฝากธนาคารลงทุน ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มได้

แม้ในอนาคตข้าวของเครื่องใช้จะขึ้นราคา คุณก็ไม่เดือดร้อนอะไรถ้าเทียบกับคนที่ทำงานมา 3 ปีเท่ากัน

แต่ไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียวที่สำคัญคุณจะมีเงินสำรองนอนนิ่งๆ ไว้ใช้ได้ย ามฉุ ก เ ฉิ น

เช่น ย า ม เ จ็ บ ป่ ว ย หรือเกิด อุ บั ติ เ ห ตุ ที่ทำให้คุณไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

ขอขอบคุณ m o n e y h u b . i n . t h

Load More Related Articles
Load More By Songyim
Load More In ข้อคิด

Check Also

11 นิสัยทำให้ชีวิตลำบาก คนแบบนี้อนาคต “จะลำบาก”

นิสัยคือความเคยชิน คือพฤติกรรมที่ทำด้วยกาย วาจาหรือใจบ่อย ๆ จนกลายเป็นสิ่งที่ติดตัว ถ้านิส…