Home ข้อคิด คนรวยคิดแบบไหน ทำไม..คนทั่วไปไม่เข้าใจ

คนรวยคิดแบบไหน ทำไม..คนทั่วไปไม่เข้าใจ

8 second read
0
0

ใครๆ ก็เป็นคนรวยได้

คนรวยคิดว่า ใครก็เป็นคนรวยได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์หรือเรียนสูงก็ทำได้ ถ้าอยากเป็นคนรวย ต้องเปลี่ยนมโนภาพ ทางการเงินให้เป็นบวก คิดเสียว่าเราเป็นคนที่รวยแล้ว

ถ้าอยากรวยแต่ยังพูดถึงเรื่องความต่างทางฐานะ เ ส พ ติ ด เรื่องความจนหรือความเป็นผู้ด้อยกว่า ความสำเร็จก็จะอยู่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน เริ่มต้นแบบเบาๆ ด้วยการจินตนาการภาพอนาคตที่มีความสุข

คิดภาพตัวเองสวมใส่เสื้อผ้าดีๆ ภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถยนต์ ราคาแพง อาศัยอยู่ในบ้านหลังโต มีสระว่ายน้ำ ลองวาดภาพชีวิตในอนาคตว่าเราคือคนรวย แล้วสิ่งแวดล้อมที่ห้อมล้อมเราอยู่จะเปลี่ยนไป

ไม่เก็บเงินอย่างเดียว

คนรวยจะคิดว่าการใช้เงินสำคัญพอๆ กับการเก็บเงินถ้าเอาแต่เก็บอย่างเดียวอาจเกิดผลข้างเคียงได้เพราะการไหลของเงิน

ถูก ปิ ด กั้ น ไม่ว่าจะเป็นตอนใช้เงิน เก็บเงินหรือลงทุน เขาจะคิดถึงคุณค่าในอนาคตของมันเสมอ

บางครั้งเราอาจเห็นคนที่ใช้เงินซื้อของแพงๆ มาใช้ เป็นเพราะพวกเขามั่นใจ ในระยะยาวแล้วว่า เขาจะได้รับคุณค่ามากกว่านั้น

ดังนั้นอย่ามัวแต่ค่อนแคะว่าทำไมถึงซื้อคอมพิวเตอร์แพงๆ เป็นแสนมาใช้ โดยไม่รู้ว่าเขาสามารถใช้มันหาเงินได้มากเท่าไหร่

จากของสิ่งนั้น จงคิดว่าเราจะใช้เงินอย่างไร ถึงจะได้ผลตอบลัพธ์ระยะยาวที่คุ้มค่าคืนมามากกว่า

ดูแลกระเป๋าเงินให้ดี

สำหรับคนรวย กระเป๋าเงินคือที่พักของเงิน จึงต้องดูแลให้ความสำคัญ เท่าๆ กับเงิน เมื่อพวกเขาเห็นกระเป๋าเงินที่เต็มไปด้วยใบเสร็จรับเงินหรือธนบัตรที่ไม่จัดเรียงให้เรียบร้อย

เขาจะรู้สึกหงุดหงิด เหมือนกับคนเจ้าระเบียบ ที่เห็นของต่างๆ ในบ้านไม่เรียบร้อยนั่นเองอย่าแปลกใจที่เห็นพวกเขาลงทุนซื้อกระเป๋าเงินแพงๆ มาใช้ เพราะสิ่งเหล่านั้นคงทน และเป็นที่เก็บ รั ก ษ า เงินชั้นดีนั่นเอง

ไม่กดเงินบ่อย

การกำหนดช่วงเวลาและจำนวนเงินอย่างคงที่ ในการกดเงินจากตู้เอทีเอ็มเป็นหนึ่งในนิสัยการจัดการเงินของคนรวนที่ทำให้รู้ตั้งแต่รายได้ของเดือนหนึ่งเข้ามาจนถึงวันที่รับรายได้ของเดือนถัดไป ว่าเรากดเงินจากบัญชีไปบ่อยมากแค่ไหน

พวกเขาจะกดเงินเดือนละครั้งสองครั้งพอเพื่อควบคุมการใช้จ่ายของตัวเอง การกดเงินยิบย่อยครั้งละ 500 ไม่เคยอยู่ในหัวเพราะเขาคิดว่าการกดเงินทีละน้อยจะทำให้ไม่รู้ตัวว่ากดเงินใช้ไปแล้วกี่บาท

และควบคุมยากขึ้นด้วยลองเปรียบเทียบดูสักเดือนหนึ่ง กดเงินใช้ทีละน้อยแต่ถี่ กับกดเงินทีละมากๆ แต่น้อยครั้ง แบบไหนจะทำให้เราควบคุมเงินได้บัญชีได้ดีกว่ากัน

ลงทุนกับ สุ ข ภ า พ

เรื่อง สุ ข ภ า พ สำหรับคนรวย นั้นเป็นเรื่องใหญ่พอๆ กับการหาเงิน พวกเขาจะเจียดเวลามาออกกำลังกายเสมอแม้งานจะยุ่งเพียงใด เพราะเขารู้โดยสัญชาติญาณว่า สุ ข ภ า พ คือทรัพย์สินที่ต้อง รั ก ษ า ไว้ และอย่างที่รู้กันว่า สุ ข ภ า พ ถ้าเสียไปเอากลับมาไม่ได้อย่างแน่นอน

การออกกำลังกายวันละ 15-30 นาทีก็เพียงพอแล้วหาก ทำทุกวัน การเต้นแอโรบิกช่วยให้ภูมิคุ้นกันดีขึ้นและลดการเกิด โ ร ค ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการจดจำด้วย ทำให้ เ ลื อ ด ไปเลี้ยง ส ม อ ง ดีขึ้น

และเป็นสภาวะที่ช่วย ก ร ะ ตุ้ น การทำงานของ ส ม อ ง นี่คือสิ่งที่ช่วยดูแล ส ม อ ง ให้ สุ ข ภ า พ ดี พร้อมลุยงานต่างๆ มากขึ้น

จัดบ้านให้เป็นระเบียบ

บ้านของคนรวยมีของน้อย ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบและสะอาด การมีข้าวของวางอย่างไม่เป็นระเบียบและรกจะทำให้พลัง ของเงินเข้ามาไม่ได้ ถัดมาเป็นเรื่องห้องน้ำ ห้องน้ำเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะของบ้านนั้นๆ

ลองสังเกตบ้านที่เก็บเงินได้ จะเห็นว่าห้องน้ำถูก รั ก ษ า ให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะห้องน้ำคือสถานที่ที่พลังความมั่งคั่งสามารถไหลออกไปได้โดยง่ายสไตล์การใช้ชีวิตของคนเก็บเงินเก่งเรียกสั้นๆ ว่า มินิมัลลิสต์ ข้าวของที่อยู่รอบตัวล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็น

ไม่ใช่ของที่อยากได้ พวกเขารู้ว่าวัตถุอะไรอยู่ตรงไหน จึงรู้ด้วยว่ามีอะไรเหลืออยู่ และไม่ไปซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นมา

ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้

คนรวยจะกำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ และสัมผัสประสบการณ์ความสำเร็จไปทีละขั้นแล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นไป เช่น คนทั่วไปอาจตั้งเป้าหมายจะหาเงินล้านให้ได้ในห้าปี

แต่คนรวยจะตั้งเป้าให้สั้นกว่านั้น เช่น จะต้องมีเงินแสน ในสามเดือน การดีใจ 1 ครั้งกับดีใจ 10 ครั้งนั้นต่างกันมาก ยิ่งมีสิ่งให้ดีใจเยอะเท่าไหร่ ก็จะมีแรงขับเคลื่อนมากขึ้นเท่านั้น

จ่ายเงินซื้อเวลา

คนรวยคิดว่าเวลา คือเงิน ประหยัด 1 ชั่ ว โมงไว้พัฒนาความสามารถของตัวเอง แบ่งเวลาสัก 10 นาทีไว้เพิ่มมูลค่าตัวเองให้สูง เช่น การใช้เงินจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้าน ส่วนตัวเองก็นั่งทำงานของตัวเอง และใช้เวลานั้นพัฒนา ความสามารถในการทำงานจนสำเร็จการเดินทางก็เช่นกัน

พวกเขาจะหาที่อยู่ที่ใกล้บริษัทที่สุด เพื่อไม่ให้เวลาสูญเปล่าอยู่บนท้องถนน เวลาในการเดินทางสามารถเอามาทำงานให้เสร็จได้ 1 งาน มีเวลาพักผ่อนเพิ่ม 1 ชั่ ว โมง หรือมีเวลาทำอาหารเช้าด้วยตัวเอง หาสิ่งดีๆ ลงท้องก่อนเริ่มงานสิ่งที่ควรระวังมากที่สุดคือการใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการประชุม

ยิ่งประชุมนานเท่าไหร่ ความขัดแย้งก็จะมากขึ้น เท่านั้น นอกจากนั้นยังเป็นการใช้งาน ส ม อ ง อย่างหนัก หรือบางครั้งอาจทำให้เกิดความเฉื่อยชาไปเลยก็ได้

ขอขอบคุณ a m a r i n b o o k s

Load More Related Articles
Load More By Songyim
Load More In ข้อคิด

Check Also

อย่าเพิ่งติดหรู ถ้ายังเก็บเงินไม่เป็น

กับพนักงานบางคน เพราะอะไรคนที่มีเงินเดือนเท่ากันเขาถึงมีเงินใช้อย่างไม่ขัดสนเลย เขาทำยังไง…