Home ข้อคิด 7 ข้อดี ของการทำงานไม่ตรงสาย (เตือนสติดีมาก)

7 ข้อดี ของการทำงานไม่ตรงสาย (เตือนสติดีมาก)

3 second read
0
0

ตอนที่ยังเป็นเด็กนักเรียน หลายคนต่างเชื่อเสมอว่าถ้าได้ตั้งใจเรียนสอบติดคณะที่ใช่ ยิ่งมีโอกาสได้งานที่ดี เงินเดือนที่ดี และยิ่งเป็นอาชีพที่ใครก็รู้จักเช่น ข้าราชการ, วิศวกร,

นักธุรกิจ ยิ่งน่าภูมิใจไปใหญ่เพราะนอกจากเงินเดือนที่ได้ ส ม น้ำ ส ม เ นื้ อ มีจำนวนมากพอที่จะจุนเจือครอบครัวได้ มีสวัสดิการรองรับให้สุขสบายยังเป็นอาชีพที่ถือว่า “มีหน้ามีตา”

ใครก็ต้อนรับกันหมดแต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว อาชีพที่ “มีหน้ามีตา” ในสังคมไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป และในแต่ละอาชีพ เขาก็มีการกำหนดอัตรารับสมัครแต่ละปี

ที่ค่อนข้างจำกัดน่ะสิ ! “แล้วจะเรียนไปทำไม ถ้าสุดท้ายก็ได้งานที่ไม่ตรงสาย/ งานที่น้อยคนจะรู้จัก/ เงินเดือนที่ไม่ได้มากมายอะไร ?” คำถามนี้จะได้คำตอบที่ เ ค รี ย ด มากเลย

เพราะมันเต็มไปด้วยความคาดหวังที่คิดว่า “เรามีทางเลือกอยู่ไม่กี่อย่างในชีวิต”แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็นความคิด “ฉันทำงานอะไรก็ได้ไม่ว่าจะตรงสายหรือไม่ก็ตาม”

มันอาจดูประโยคขี้แพ้ในสายตาบางคนแต่ถ้าคิด ๆ ดูแล้ว มันได้ความสบายใจเยอะกว่าการตั้งคำถามแบบแรกเพราะความเป็นจริงของชีวิตคือ

1. มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในตัวเอง “แตกต่าง” กันไปเราไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกันหมด

2. แม้แต่ในคนเดียวกัน ยังมีความสามารถที่หลากหลายเช่น เป็น ห ม อ แต่ก็เล่นดนตรีเก่ง ทำ อ า ห า ร เก่ง เป็นศิลปินแต่ก็คำนวณเก่ง ขับรถเก่ง

3. สิ่งที่เรา “เก่ง” ไม่จำเป็นต้องออกมาในรูปแบบวิชาชีพเช่น ห ม อ, วิ ศ ว ก ร, พ ย า บ า ล มันอาจเป็นพรสวรรค์ก็ได้ เป็นความรู้อะไรก็ได้ที่เราเอาจริงกับมันเช่น การทำ อ า ห า ร,

การจัดสวน, การออกแบบ (ไม่อย่างงั้น เราคงไม่เห็นนักธุรกิจหน้าใหม่หลายคนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหรอก)

4. สิ่งที่เราเรียนมาเป็นสิบเป็นร้อยกว่าวิชา มันคือ “การหล่อหลอม”หลายวิชาไม่ได้สอนเราทางตรง แต่ให้เราค่อย ๆ ซึมซับข้อดีแต่อย่างไปเอง เช่น ฝึกความอดทน, ฝึกความประณีต,

ฝึกทักษะการเข้าสังคมในครั้งหนึ่งที่เราไม่เห็นประโยชน์ว่าจะใช้อะไรได้จริง พอโตขึ้นอีกหน่อย มันก็ต้องมีบ้างแหละที่เรานึกอะไรขึ้นมาจนต้องไปหา อ่ า น ปัดฝุ่นตำราอีกครั้ง

ทุกความรู้ที่เราได้รับ ไม่เคยสูญเปล่า แค่เรามองไม่เห็นค่ามันเอง ลองนึกดูให้ดีสิ !

5. ในรั้วโรงเรียน- ม ห า วิ ท ยา ลั ย ต่อให้เราได้เรียนกับอาจารย์ที่เก่งแค่ไหน ขอบเขตความรู้มันก็เป็นเพียงความรู้ในรั้วเท่านั้นโลกของวัยผู้ใหญ่ที่โตขึ้น เรายังต้องรู้เห็นอีกมาก

เรียนรู้กันอีก ยา ว ลองผิดลองถูกกันอีกเยอะดังนั้น จะมา ฟั น ธ ง ว่าเรียนมาสายวิทย์ต้องทำงานสายวิทย์ เรียนสายภาษาต้องทำงานสายภาษา มันก็ไม่ถูกเสมอไป

6. มันเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์เราจะต้องวิ่งตามหาสิ่งที่ “ใช่”ค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ ปรับตัวไป สิ่งที่เรากำลังสนุกในตอนนี้ บางทีอาจจะยังไม่ใช่ที่สุด สิ่งที่เราเก่งในตอนนี้

ในวันข้างหน้ามันอาจเป็นเพียงแค่ความทรงจำเพราะอาจมีหลายปัจจัยให้คิดมากขึ้น เช่น จำเป็นต้องพับโครงการเรียนต่อเอาไว้ เพราะเงินไม่พอจำเป็นต้องทำงานหาเงินก่อน

แล้วค่อยไปเรียนศิลปะที่เราชอบ … เราต้องดูจังหวะของชีวิตด้วย (ความจำเป็นของชีวิตแต่ละช่วง)

7. มนุษย์เราควรมีทางเลือกให้กับชีวิตไว้หลายด้าน หรือ “มีแผนสำรอง”เพื่อไม่เป็นการปิดกั้นตัวเองจนเกินไป เช่น ถ้าวุฒิที่เราเรียนมามันหางาน ยา ก จะยอมรึเปล่าที่เอาวุฒิต่ำกว่านี้

หางานไปก่อน?ถ้าเราไม่ได้อาชีพนี้ เรายอมได้รึเปล่าที่จะทำอาชีพอื่นไปพลางๆ ก่อน? … ความฝัน สิ่งที่ใช่ มันไม่ควรเป็นสิ่งที่ได้ดั่งใจในทันทีมันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ

ที่ต้องแลกกับความเหนื่อย ความพยายาม หลายเท่าตัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดหากจะพบว่าทำไม ห ม อ บางคนถึงแต่งเพลงได้? ทำไมบางคนเรียนวิชาชีพแต่มาเป็นศิลปิน?

ทำไมบางคนเรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จ?

ถ้ายังไม่เข้าในในข้อนี้ ลองย้อนกลับไปอ่านข้อ 6 อีกรอบ ขึ้นชื่อว่า “ความรู้” เราได้รับมา ถึงจะไม่ใช้ในทันทีก็ไม่ควรเสียดาย ขึ้นชื่อว่า “ความฝัน” ถึงจะยังไม่ใช่ในวันนี้

ใช่ว่าวันหน้าจะเป็นไปไม่ได้มันอยู่ที่ตัวเราล้วน ๆ ว่า “รู้ตัวดีหรือไม่ว่าทำอะไรอยู่?” และ “พร้อมจะยืดหยุ่นกับทุกสถานการณ์ชีวิตรึเปล่า?”อย่าลืมว่าโลกเรากลม และมีหลายมิติ

ใช่ว่าจะต้องมองเพียงด้านเดียว

ที่มา : j e e b

Load More Related Articles
Load More By sabailey99
Load More In ข้อคิด

Check Also

ฝึกชีวิตให้สบายๆ อย่างคนฉลาด (สอนใจดีมาก)

ให้โอกาสชีวิต ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ แล้วชีวิตคุณจะง่ายขึ้น 1. ทำชีวิตให้เรียบง่าย รู้จัก…