Home ความรู้ อุปนิสัย 10 ข้อ ขัดขวางความรวย ถ้าไม่เลิกก็จะลำบากต่อไป

อุปนิสัย 10 ข้อ ขัดขวางความรวย ถ้าไม่เลิกก็จะลำบากต่อไป

8 second read
0
0

1. คุณ เ ก ลี ย ด คนรวย

ตั้งแต่เล็กจนโต เราอาจเคยได้ยินประโยคทำนองที่ว่า คนรวยเป็นคนเห็นแก่ตัว, คนรวยเป็นคน เ ล ว, คนรวยขี้เหนียว, คนรวยไม่ดีอย่างนั้นคนรวยไม่ดีอย่างนี้ ฯลฯ ซึ่งหากให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ

สมมติว่าคุณไม่ชอบหมาหรือแมว คุณก็จะไม่ พ ย า ย า ม เข้าใกล้สัตว์เหล่านี้, คุณจะไม่ พ ย า ย า ม ที่จะหามันมาเลี้ยง, คุณจะไม่อยู่ชมรมคนรักหมาแมว หรือต่อให้คนในครอบครัวคนอื่น ๆ หามาเลี้ยงจนได้ คุณก็จะอยู่กับหมาแมวเหล่านี้แบบไม่ค่อยมีความสุข

ซึ่งหลายคน พ ย า ย า ม ที่จะเอาคำว่า รวยกับจน ไปปนกับดีหรือ เ ล ว ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกันเลย เพราะไม่ว่าจะรวยหรือจน ก็มีทั้งคนที่ดีและไม่ดี แต่หาก อ ย า ก เอาทั้ง 4 คำนี้มาปนกัน คุณก็จะมีทางเลือกด้วยกันอยู่ 4 เส้นทางก็คือ

เส้นทางที่ 1 – เลือกที่จะเป็นคนจนและคน เ ล ว

เส้นทางที่ 2 – เลือกที่จะเป็นคนจนแต่เป็นคนดี

เส้นทางที่ 3 – เลือกที่จะเป็นคนรวยแต่ เ ล ว

เส้นทางที่ 4 – เลือกที่จะเป็นคนรวยและดี

แน่นอนว่า ตัวเลือกสุดท้ายนั้น เป็นอะไรที่ดูจะเข้าท่าที่สุดแล้ว

2. คิดว่าคนรวยนั้นเป็นคนที่เกิดมาแล้วพิเศษกว่าใคร ๆ

เมื่อคุณคิดว่าคนพิเศษเท่านั้นที่จะรวยได้ ซึ่งเมื่อคุณมองตัวเองเป็นเพียงคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง คุณก็จะคิดเองเออเองไปว่า ชาตินี้คุณไม่มีทางได้อย่างแน่นอนต้องทำบุญเยอะ ๆ แล้วชาติหน้าค่อยว่ากันใหม่

ซึ่งเอาเข้าจริง คุณไม่ต้องรอถึงชาติหน้าหรอก เพราะคนที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอยู่ทุกวันนี้ หลายต่อหลายคนมากที่พวกเขาเริ่มต้นจากเป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ซึ่งบางคนก็เริ่มต้นจากติดลบด้วยซ้ำ

โดยจากสถิติมหาเศรษฐีทั่วโลกพบว่า กว่าร้อยละ 80 ของเหล่าบรรดามหาเศรษฐีทั้งหมดบนโลกใบนี้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนธรรมดา ๆ ที่สร้างฐานะขึ้นมาได้ด้วยตนเองแทบทั้งสิ้น

ซึ่งมีเศรษฐีเพียงหยิบมือเท่านั้น ที่เกิดมาแล้วก็ร่ำรวยจากมรดกกองเงินกองทองที่บรรพบุรษได้ทิ้งทรัพย์สมบัติเอาไว้ให้

เพราะแน่นอนว่า ทุกคนเลือกเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยไม่ได้ แต่เลือกที่จะ ต า ย แบบคนรวยได้

3.ไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาที่มากพอ

หลายคนชอบติดกับดักกับประโยคที่ว่า “ทำไมคนที่เรียนจบสูง ๆ เป็นได้เพียงแค่ลูกน้อง แต่ในขณะที่คนเรียนไม่จบปริญญาตรี กลับได้เป็นคนใหญ่คนโต การศึกษาไม่เห็นช่วยอะไรเลย!”

ซึ่งหากคุณติดกับดักของประโยคนี้ คุณก็จะตัดสินไปเลยว่า การศึกษาหรือการหาความรู้ใส่ตัวนั้น ไม่มีประโยชน์ เรียนรู้ไปก็ไม่รวยอยู่ดี

แต่หารู้ไม่ว่า เหล่าบรรดามหาเศรษฐีที่พวกเขาลาออกจากมหา’ลัย กลางคัน แล้วไปมุ่งทำธุรกิจแทนนั้น พวกเขาไม่เคยที่จะคิดหยุดการเรียนรู้แม้แต่วันเดียว เพียงแต่ในมหา’ลัยนั้น แค่ไม่มีองค์ความรู้ที่พวกเขาต้องการก็เท่านั้นเอง

ซึ่งพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวของพวกเขาเอง หากไม่มีตำราก็ศึกษาจากการสอบถามคนที่เคยทำมันมาก่อนแล้วเรียนรู้จากการลงมือทำ ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

4. คุณเป็นคนที่นอยส์ได้ง่ายมาก

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครสักคนพูดอะไรออกมาในเรื่องที่คุณไม่พอใจหรือไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก คุณก็จะเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี รู้สึก แ ย่ ทุกครั้งที่ได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นแฟนพูดก็นอยส์, พ่อแม่พูดก็นอยส์, เพื่อนพูดก็นอยส์, คุณครูพูดก็นอยส์, เพื่อนร่วมงานพูดก็นอยส์, หัวหน้าพูดก็นอยส์, ลูกค้าพูดก็นอยส์ ฯลฯ

ซึ่งคุณรู้ดีว่า ในหนึ่งวันของคนเรานั้น มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่หากคุณเอาเวลาส่วนใหญ่ไปมัวนอยส์กับคำพูดของคนอื่น ๆ แล้วล่ะก็ รับประกันได้เลยว่า 24 ชั่วโมงของคุณนั้น จะหมดไปอย่างรวดเร็ว

แถมอาจจะ แ ย่ ยิ่งกว่านั้นก็คือ มันส่งผลให้คุณนอยส์แบบข้ามวันข้ามคืน โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย พอรู้ตัวอีกทีก็หมดไปอีกเดือน หมดไปอีกปีนึงแล้ว ที่ชีวิตยังย่ำอยู่กับที่หรือ แ ย่ ยิ่งเก่าซะอีก ซึ่งส่งผลให้เกิดในข้อที่ 5 ด้วยนั่นก็คือ

5. คุณกังวลมากเกินไปว่าคนอื่นจะคิดกับคุณยังไง

ซึ่งหากคุณเคยได้ยินเรื่องของชายแก่ เด็กชาย และลาของเขา ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีคนคิดเรื่องที่ไม่ดีกับคุณได้อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น

เด็กชายเดินจูงลาโดยมีชายแก่นั่งอยู่บนหลังลา แล้วมีคนพูดว่า

“ดูนั่นสิ ท ร ม า น เด็กชัด ๆ แทนที่จะให้เด็กนั่งบนหลังลา แต่กลับปล่อยให้เด็กเดินจูงอย่างเหน็ดเหนื่อย”

ทีนี้ชายแก่จึงลงเดินจูงลาที่มีเด็กชายนั่งอยู่บนหลังลาบ้าง ก็มีคนพูดว่า

“ดูนั่นสิ ท ร ม า น คนแก่ชัด ๆ แทนที่จะให้ชายแก่คนนั้นนั่งบนหลังลา แต่กลับปล่อยให้เดินจูงอย่างเหน็ดเหนื่อย”

ทีนี้ชายแก่จึงขึ้นหลังลาพร้อมกับเด็กชาย แล้วก็มีคนพูดว่า

“ดูลาตัวนั้นสิ น่า ส ง ส า ร ชะมัด ต้องแบกรับน้ำหนักทั้งชายแก่และเด็กชายไปพร้อม ๆ กัน คงหนักน่าดู พวกนี้เป็นคนที่ ท า รุ ณ ก ร ร ม สัตว์ชัด ๆ”

จนกระทั่งทั้งชายแก่และเด็กชายจึงลงเดินจูงลาทั้งคู่ แล้วมีคนพูดว่า

“ดูนั่นสิ ชายแก่กับเด็กชายคู่นั้น โ ง่ ชะมัด มีลามาด้วยแท้ ๆ แต่กลับไม่ขึ้นขี่เพื่อทุ่นแรง จะมาเดินให้เหนื่อยทำไมก็ไม่รู้ พวกนี้ โ ง่ จริงเชียว”

ซึ่งจากนิทานเรื่องนี้คุณจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ย่อมมีคนที่คิดไม่ดีกับคุณอยู่วันยังค่ำ และหากคุณให้ค่ากับคนเหล่านั้น

นอกจากพวกเขาจะสะใจแล้ว มันยังกลับทำให้จิตใจของคุณห่อเหี่ยวยิ่งกว่าเดิมซะอีก ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ซึ่งมันส่งผลกระทบไปในข้อที่ 6 นั่นก็คือ

6. คิดเกี่ยวกับคนที่ใช่ คนที่ชอบ คนที่รักคุณน้อยเกินไป

จากข้อที่ผ่านมา สมมติคุณทำวีดีโอหรือโพสต์อะไรสักอย่างลงบนโซเชียล แล้วปรากฏว่า มีคนคอมเม้นท์ชอบคุณอยู่ 9 คน แต่กลับมีคอมเม้นท์ ด่ า คุณ 1 คอมเม้นท์

ซึ่งหากให้คุณให้ค่ากับ 1 คอมเม้นท์ที่ ด่ า คุณมากเกินไป มันจะทำให้คุณหลงลืมและละเลยกับอีก 9 คนที่ชอบคุณ รักคุณ ให้กำลังใจคุณ จะดีกว่าไหมที่เอาเวลาไปใส่ใจกับอีก 9 คนที่เหลือจะดีกว่า

เพราะต่อให้คุณใส่ใจกับคนที่ ด่ า คุณ 1 คนเท่าไหร่ก็ตาม มันก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ในขณะที่อีก 9 นั้นที่ชื่นชอบคุณนั้น จะนำพาแต่สิ่งดี ๆ มาให้แก่คุณอย่างมากมาย

7. เชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ครอบครัวคุณสอน

ก่อนอื่น อ ย า ก ให้คุณแยกก่อนว่า ระหว่างเชื่อหรือไม่เชื่อ กับรักหรือไม่รักนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งแน่นอนว่าหากเป้าหมายของคุณคือการเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวย

แต่ในขณะที่พ่อแม่ของคุณนั้นไม่ได้ร่ำรวยอะไร การที่พ่อแม่ของคุณแนะนำในเรื่องของธุรกิจว่า ควรจะทำอย่างนั้น ควรจะทำอย่างนี้ ซึ่งพวกท่านพูดเพราะเพียงแค่เป็นห่วงและรักคุณ

แต่คำแนะนำเหล่านั้นคุณต้องระวัง เพราะเป็นคำแนะนำจากคนที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ซึ่งหากให้ยกตัวอย่างเห็นภาพได้ชัดขึ้น สมมติว่าคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วมีลูกสักคน แล้วลูกถามเราว่า พ่อครับแม่ครับ โตขึ้นผม อ ย า ก เป็นนักฟุตบอลอาชีพ

ซึ่งหากตัวคุณไม่เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน ซึ่งแม้คุณจะเป็นแฟนบอลตัวยงก็ตามที

แต่การที่คุณจะแนะนำลูกว่า ควรจะฝึกแบบนั้นควรจะฝึกแบบนี้ โดยเออออห่อหมกจากการดูบอลที่ผ่าน ๆ มา ก็ดูแล้วน่าจะไปไม่รอด เพราะสิ่งที่คุณควรทำก็คือ พาลูกของคุณไปฝึกฝน พูดคุยกับนักฟุตบอลอาชีพที่ประสบความสำเร็จตัวเป็น ๆ มากกว่า ควรไปฝึกกับโค้ชที่เป็นโค้ชที่ทำงานจริง ๆ กับนักฟุตบอลอาชีพต่างหาก

สิ่งที่จะสื่อก็คือ คุณควรเชื่อก็ต่อเมื่อบุคคลคนนั้นเคยทำได้มาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะพวกเขารู้วิธีการ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า อย่าไปถามปลาว่าปีนต้นไม้ยังไงนั่นเอง

8. ถูกฝังหัวด้วยวัฒนธรรมครอบครัวแบบเดิม ๆ

คำว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนนั้น สมัยก่อนอาจใช้ได้ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ ณ ปัจจุบันประโยคนี้ใช้ได้เฉพาะเพียงบางเรื่องเท่านั้น เช่น อาจใช้ได้ในกรณีที่พ่อแม่สอนเรื่องการมีแฟน การมี เ ซ็ ก ส์ การมีครอบครัว การมีลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรฟังคำแนะนำจากผู้ใหญ่

แต่บางเรื่องที่ ณ ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลอย่างเช่น คำแนะนำที่ว่า ตั้งใจเรียน เรียนจบสูง ๆ เกรดดี ๆ หางานดี ๆ ทำ เงินเดือนสูง ๆ มั่นคง เป็นเจ้าคนนายคน แล้วจะมีชีวิตสุขสบายนั้น อาจเป็นคำแนะนำที่ไม่ทันยุคทันสมัยในยุคนี้สักเท่าไหร่นัก

เพราะในยุคที่พวกท่านเกิดมานั้น เป็นยุคที่การแข่งขันยังไม่สูงมากนัก เป็นยุคของอุตสหากรรมที่เน้นสร้างคนขึ้นมาเพื่อให้เข้าทำงานในโรงงานเป็นหลัก คือใครเรียนจบสูง ๆ นี่แทบจะการันตีได้เลยว่า มีงานที่ดี ๆ ทำอย่างแน่นอน

แต่ในยุคข้อมูล ข่ า ว ส า ร ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ในโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างมหาศาลด้วยเพียงการจิ้มนิ้วลงบนมือถือ นั่นทำให้ ไม่ว่าใครก็สามารถมีความรู้ สามารถเข้ามาแข่งขันกันได้แทบทั้งสิ้น ขอเพียงมีอินเตอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้เหล่านั้นได้

และเช่นกัน ความรู้ในยุคของคุณตอนนี้ อาจจะมีค่าน้อยมากหรืออาจจะไม่มีค่ามีราคาอะไรเลย เมื่อถึงยุคอนาคตที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาถึง ซึ่งเด็กในยุคอนาคตนั้น ก็ต้องมีเส้นทางการไปสู่ความสำเร็จที่แตกต่างกับยุคของเราเช่นกัน

9. คุณเป็นกูรูด้านกล่าวโทษและหาข้ออ้าง

ใครก็ตามที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต คน ๆ นั้นสามารถโทษทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้หมด เช่น ฉันเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้รวย, ใช่สิฉันไม่เก่งเหมือนเธอนี่, นี่ถ้าฉันมีเงินมากกว่านี้ฉันก็คงทำได้ไปแล้ว, ฉัน ป่ ว ย ฉันเ จ็ บ  หมาฉัน ป่ ว ย แม่ฉันไม่สบาย ย า ย เป็นลม ฝนตกฟ้าคะนอง เศรษฐกิจไม่ดี บลา ๆ ๆ ๆ หรือที่ แ ย่ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บางคนไม่เคยคิดที่จะโทษตัวเองเลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้

เมื่อไม่กล่าวโทษตัวเอง คุณก็จะไม่รู้ว่าตัวเองนั้นผิดและก็ไม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาตนเองให้มันดีขึ้น เพราะมัวแต่ไปกล่าวโทษคนอื่น ก็เลยคิดว่าตัวเองนั้นดีพออยู่แล้ว ไม่ต้องปรับปรุงอะไร ดังนั้นจงเลิกนิสัยที่ขัดขวางการร่ำรวยของคุณซะตอนนี้เลย

10. คุณมีทัศนคติเชิงลบมองโลกในแง่ ร้ า ย

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครบนโลกสามารถเปลี่ยนมันได้นอกจากตัวคุณเอง หากคุณไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงมัน

เพราะทัศนคติหรือวิธีการที่คุณมองโลกใบนี้นั้น ตัวคุณเป็นคนกำหนดเอง หากคุณมองโลกใน แ ง่ ร้ า ย ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ดีเกิดขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม หรือมีโอกาสที่ดีมากแค่ไหนก็ตาม คุณก็จะมองไม่เห็นโอกาสหรือคุณค่ามันเลยแม้แต่น้อย

แต่ในขณะที่คนที่มีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่ดี ขอเพียงเห็นเศษเสี้ยวของโอกาส พวกเขาก็สามารถใช้มันทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาล

ซึ่งหากคุณยังมีอุปนัสิยทั้ง 10 อย่างนี้อยู่ มัน ย า ก เหลือเกินที่คุณจะร่ำรวยได้ แต่หากคุณคิดที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนทีละข้อ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในท้ายที่สุดอย่างน้อยคุณก็เริ่มเข้าใกล้ความมั่งคั่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ b l u e o c l o c k

Load More Related Articles
Load More By adminsabailey
Load More In ความรู้

Check Also

9 สิ่งที่ต้องทำ ถ้าคุณจะเป็น “นายตัวเอง”

หลายคนที่เป็นนายตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะไม่รู้เคล็ดลับดี ๆ ที่…