Home ความรู้ เคยสงสัยไหม “หาเงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หมด” ไม่เคยพอจ่าย

เคยสงสัยไหม “หาเงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หมด” ไม่เคยพอจ่าย

2 second read
0
0

หาเงินเท่าไหร่ ก็ใช้หมด ไม่พอจ่ายอีก ?

พูดกันติดปากตั้งแต่วัยทำงานจนถึงวัยเกษียณ ว่าหาเงินมาจ่ายออกหมด หาเงินได้เท่าไหร่ก็ไม่พอจ่าย หาเงินมาไม่ทันได้ใช้

หาเงินมาได้ก็ไม่เคยมีเงินเก็บคนทำงานทุกคนต่างต้องการเงินเดือนสูงๆ รายได้เยอะๆ กันทั้งนั้น

อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ได้เงินเดือนที่พอใช้จ่ายตลอดเดือน เหลือเก็บบ้างเล็กน้อยก็ยังดี

แต่สภาพสังคมปัจจุบัน ชีวิตของคนทำงานมีสิ่งที่ทำให้ต้องเสียเงิน เสียค่าใช้จ่ายค่ามากขึ้น

ซึ่งแม้จะเป็นรายจ่ายที่สำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลง หรือลดรายจ่ายไม่ได้ เช่น ค่า ผ่ อ น ชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำในแต่ละเดือน

ค่า ผ่ อ น สินค้า ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่า เ ส ริ มสวย-ซื้ อเครื่องสำอาง ค่าใช้บริการฟิตเนส ค่าน้ำมันรถ

รายจ่ายเหล่านี้ เป็นการจ่ายเพื่อสิ่งที่ ‘อาจไม่จำเป็นต้องมี ต้องทำ หรือต้องเป็น’

แต่ก็ยังดีกว่ารายจ่ายในสิ่งที่ไร้ประโยชน์

เช่น ค่า เ หล้า  ค่าหว ย หรือค่าใช้จ่ายสำหรับ อ บ า ย มุ ข ต่างๆ เงินเดือนเท่าไหร่จึงจะพอกับความต้องการจึงเป็นปัญหา โ ล ก แ ต ก

สำหรับคนทำงาน หลายคนมีรายได้มากกว่าตอนเริ่มต้นทำงาน แต่ก็ยังไม่พอใช้จ่าย ไม่พอใช้หนี้

ลองมองย้อนกลับไปในอดีต หากเราไม่ก่อหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต เพื่อซื้ อสิ่งที่ต้องการอย่างง่ายๆ ป่านนี้คงมีเงินเก็บมากมาย

หากคนทำงานอย่างคุณ จ่ายค่า เ ห ล้ า ค่า บุ ห รี่ ในแต่ละวัน เท่าค่าใช้จ่ายประจำวันโดยเฉพาะ

ค่าข้าว ถ้างดเ หล้ า งดบุ ห รี่ ในแต่ละเดือน จะเหลือเงินค่าข้าวเป็นสองเท่าเลยทีเดียว!

หากคุณมีรายได้หลักพัน หรือหลักหมื่นต้นๆ แต่ซื้ อเสื้อผ้า เครื่องประดับราคาแพงใส่ไปทำงาน

ใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องละหลายหมื่นที่ยังต้อง ผ่ อ น ดื่มกาแฟแก้วละเกือบร้อย

แม้จะเป็นความสุขของคนทำงานที่ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย

แต่ความทุกข์ที่ต้องจ่ายหรือเป็นหนี้จะตามมาในภายหลัง

พฤติกรรมและการใช้ชีวิตเช่นนี้ ส่งผลให้คนทำงานส่วนใหญ่มีหนี้สิน

แม้แต่คนที่ทำงานได้เงินเดือนสูงแต่บริหารรายได้ของตนเองไม่ดี ก็ไม่เหลือเงินเก็บ

เพราะส่วนมากได้เงินเยอะก็ใช้เยอะตามไปด้วย

นี่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความ อ ย า กได้อยากมีของคน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนเป็นเด็กคุณอาจจะคิดว่ามีเงินแค่ 1 ล้านบาท ก็ถือว่ารวยแล้ว แต่เมื่อโตขึ้นมาเงิน 1 ล้านบาท

อาจจะเป็นเงินจำนวนที่น้อยมากในสายตาคุณ นั่นก็เพราะกิเลสไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งคนเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ กิเลสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตาม

‘สภาพและฐานะนุรูปที่คุณต้องสร้างภาพให้ปรากฏแก่สังคม’

ดังนั้นถึงจะมีเท่าไรก็ไม่พอใช้ เพราะความต้องการที่เพิ่มขึ้น ลองพิจารณาดูว่าในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน คุณอาจมีรายได้แค่หลักพัน หรือหลักหมื่นต้นๆ

จากรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในหนึ่งหนึ่งเดือน เมื่อคุณมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ รายได้ก็เกิดการไม่พอใช้ ต้องหมุนเงินเดือนชนเดือน

หลังจากนั้นคุณก็จะเริ่มคิดว่าถ้ามีเงินเดือนสามหมื่นบาทก็คงพอค่าใช้จ่าย อยู่ได้สบายๆ

แต่เมื่อเงินเดือนคุณถึงสามหมื่นเมื่อไหร่ก็กลับเข้าสู่พฤติกรรมเดิม เงินสามหมื่นที่คิดว่าพอ สุดท้ายก็ไม่พออยู่ดี

จากที่เคยคิดว่า ‘ใช้เท่าไหร่ก็ยังไม่พอ’

พ ย า ย า ม เปลี่ยนมาเป็น ‘ อ ย า ก เก็บออมให้ได้เยอะที่สุด จนรู้สึกว่าออมเท่าไหร่ก็ยังออมไม่พอ’

หรือ สร้างหนี้ได้ แต่ต้องเป็น ‘หนี้เพื่ออนาคต’ ออมเงินกับ ป ร ะ กั น ชี วิ ต และฝากเงินกับธนาคาร จะได้สบายตอนแก่

หรือมีเงินเก็บไว้ใช้หากเกิดเหตุการณ์ ฉุ ก เ ฉิ น หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น

ประเมินรายจ่ายจากเงินเดือนหรือรายรับอื่นๆ ก่อนเสมอ เพื่อจัดสรรเงินเดือนเป็นส่วนๆ คิดว่าควรจ่ายอะไรเท่าไหร่บ้าง

จะได้รู้ว่าที่จ่ายไปแต่ละเดือนจนไม่เหลือกินเหลือเก็บนั้น รายจ่ายส่วนใดที่ไม่มีความจำเป็น

ก็ค่อยๆ ตัดออกไป เรียกง่ายๆว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัด

หากเก็บออม 1 ปี ได้ สัก 8 หมื่น เก็บออมได้ 3 ปี เป็น 2 แสน 4 หมื่น ระหว่างนั่นอาจจะไปฝากธนาคาร ลงทุน ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มได้

แม้ในอนาคตข้าวของเครื่องใช้จะขึ้นราคา คุณก็ไม่เดือดร้อนอะไร ถ้าเทียบกับคนที่ทำงานมา 3 ปีเท่ากัน

แต่ไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว ที่สำคัญคุณจะมีเงินสำรองนอนนิ่งๆ

ไว้ใช้ได้ ย า ม ฉุกเฉิน เช่น ย า ม เ จ็ บ ป่ ว ย หรือเกิด อุ บั ติ เ ห ตุ ที่ทำให้คุณไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

 

ขอขอบคุณ moneyhub

Load More Related Articles
Load More By adminsabailey
Load More In ความรู้

Check Also

คาถาฝึกนิสัย ให้ตนเป็นคนเข้มแข็ง (เขียนไว้จริงทุกข้อ)

1. เลิกกลัวการถูก เ ก ลี ย ด เพื่อที่จะได้ไม่ต้อง เ ค รี ย ด กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง 2. เลิ…