Home ความรู้ 7 เหตุผลผิดๆ ที่ทำให้คุณยังมีชีวิตลำบาก ไม่รวยสักที

7 เหตุผลผิดๆ ที่ทำให้คุณยังมีชีวิตลำบาก ไม่รวยสักที

7 second read
0
0

1.คุณคิดว่า เงินนั้นไม่สำคัญต่อชีวิตสักเท่าไหร่นัก

คุณคงเคยได้ยินประโยคสุดคลาสสิคที่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการพูดถึงเรื่องเงินคือ “เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต” หรือ “เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตของฉัน”

และคนส่วนใหญ่ที่พูดและคิดในทำนองนี้ก็คือ คนที่ไม่มีเงิน ซึ่งถูกส่วนหนึ่ง เพราะเงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

แต่เงินสำคัญต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในโลกมนุษย์นี้ เพราะการเงินทำให้โลกก้าวไปข้างหน้า การมีเงินทำให้คุณสามารถดูแลครอบครัวและคนที่คุณรักได้

การมีเงินทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย การมีเงินทำให้คุณอยู่อย่างสุขสบาย ซึ่งตัวเงินจริง ๆ นั้น มันมีหน้าที่เปรียบเสมือนกับเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้อะไร ๆ ต่อมิอะไรบนโลกใบนี้ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

ทีนี้ หากคุณยังนึกภาพไม่ออกว่าไอ้การที่พูดหรือคิดว่า “เงินมันไม่สำคัญต่อชีวิตฉันเลยสักกะนิด”

โดยให้ลองเปลี่ยนการพูดแบบนี้กับเงินไปพูดกับคนที่คุณรักดู ไม่ว่าจะเป็น แฟน เพื่อน ครอบครัว แล้วพูดกับพวกเขาว่า “เธอไม่สำคัญกับชีวิตฉันเลยสักกะนิด”

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะตีออกห่างจากคุณ และเช่นเดียวกันกับกรณีของเงิน หากพูดหรือคิดเช่นนั้นกับเงิน

สุดท้ายแล้ว เงินก็เลือกที่จะอยู่กับคุณไม่นานแล้วพวกมันก็จากไป และในท้ายที่สุด คุณก็ได้กลายเป็นคนไม่มีเงินสมใจ

2.คุณมีทัศคติที่ไม่ดีกับคนรวย

ซึ่งการมีทัศคติที่ไม่ดีกับคนรวยนั้น คุณอาจจะรับรู้จากสื่อมีเดียต่าง ๆ ผ่านทางโฆษณา ละคร ภาพยนตร์ ว่าตัวโกงมักจะเป็นคนรวยอยู่เสมอ

หรือไม่คุณก็ไม่ยินมาจากครอบครัว เพื่อนฝูง ว่าคนรวยไม่ดี คนรวยตะหนี่ขี้เหนียว คนรวยเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คนรวยเป็น ค น เ ล ว ทั้งนั้น และร้อยทั้งร้อยกับคนที่พูดหรือคิดในทำนองนี้

พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นคนถังแตกกันแทบทั้งสิ้น เพราะจริง ๆ แล้ว เงินเปรียบเสมือนเครื่องมือชนิดหนึ่ง

ที่ทำให้ผู้ใช้แสดงตนหรือ ส่ ง ส า ร ของผู้ใช้ไปได้กว้างไกลมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากคนใช้เป็นคนไม่ดี เงินก็จะช่วยให้พวกเขาทำเรื่องไม่ดีได้อย่างมหาศาล

แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้ใช้เงินเป็นคนดี เงินก็จะทำให้พวกเขาทำดีได้อย่างมหาศาลเช่นกัน

ซึ่งคำถามแรกที่คุณควรถามกับตนเองก่อนก็คือ “คนรวยเป็นคนไม่ดีจริง ๆ หรือ?” และหากคำตอบของคุณคือ คนรวยเป็นคนไม่ดี ชาตินี้คุณก็จะไม่มีวันรวย

3.คุณไม่เคยถูกสอนให้หาเงินจากช่องทางอื่นเลยนอกจากงานประจำ

คำสอนที่เรามักจะคุ้นเคยกับที่ครอบครัวสอนกันมาก็คือ ตั้งใจเรียน เรียนเก่ง ๆ ทำเกรดให้ได้ดี ๆ เพราะเมื่อเรียนจบแล้ว ก็จะได้มีโอกาสหางานดี ๆ เงินดี ๆ จากบริษัทใหญ่ ๆ ทำ

แต่ในขณะที่บนโลกใบนี้ มีวิธีการหาเงินได้เป็นล้านวิธี ซึ่งหลักการที่เหมือนกันทุกวิธีเลยก็คือ การ ซื้ อ ข า ย สินค้าหรือบริการที่มีคุณค่าที่คุณสร้างขึ้น

แล้วผู้คนก็ยินดีที่จะใช้เงินเพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือบริการที่คุณมีนั่นเอง ไม่ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะเป็น แรงงาน, สินค้า, บริการ, ไอเดีย, ทักษะ ฯลฯ

4.เพราะในโรงเรียนไม่เคยสอนคุณในเรื่องการเงินและความมั่งคั่งเลย

วิชาแรก ๆ ที่คุณนึกถึงเมื่อตอนที่เข้าเรียนคือวิชาอะไรกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์, เคมี, ชี ว ะ วิ ท ย  า, ฟิสิกส์ ฯลฯ

แต่กลับไม่พบเลยว่าในหลักสูตรมีการบรรจุเรื่องของ การเงิน, ความมั่งคั่ง, ก า ร ล ง ทุ น ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่วิชาในกลุ่มหลังนี้ เมื่อทุกคนเรียนจบไปแล้ว ต้องพบเจอกับมันแทบทั้งสิ้น

แต่ในขณะที่วิชากลุ่มแรก หลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตรูเรียนมาทำไมฟร๊ะ! ไม่เห็นได้ใช้สักกะติ๊ด”

เหตุผลเพราะ ระบบการศึกษาในโรงเรียนนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนเล่นเกมชีวิตแบบรัดกุม และจบมาเพื่อเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ทำตามคำสั่ง

กฏระเบียบของที่ทำงานเป็นอย่างดี โดยคุณจะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า คนที่เรียนเก่ง ๆ เรียนจบสูง ๆ แต่กลับไม่รวยสักกะที

เช่น ศาตราจารย์, ดอกเตอร์หรือคุณครู หรือคนเก่ง ๆ ที่เข้าไปทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ กลับเป็นลูกน้องของคนที่เรียนโคตรห่วยในโรงเรียน

(แต่พวกเขาฉลาดมากในการเรียนรู้นอกห้องเรียนและในชีวิตจริง) นั่นเพราะหลักสูตรในโรงเรียนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสอนให้คนมีความมั่งคั่งนั่นเอง

5. คนในครอบครัวไม่เคยสอนเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ว่าพวกมันทำงานกันยังไง

เรื่องนี้ หนีไม่พ้นแม้กระทั่งลูกคนรวยที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบที่พ่อแม่อวยอย่างกับไข่ในหิน เลี้ยงด้วยเงินเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สอนวิธีคิด

วิธีใช้เงินอย่างถูกต้อง นั่นอาจเป็นเพราะ พ่อแม่ของคุณรักคุณมากจนเกินไป จนทำให้ปรนเปรอลูกด้วยเงินแบบเต็มเหนี่ยว

โดยไม่ อ ย า ก ให้ลูก ๆ ลำบากเหมือนเมื่อตอนที่พวกเขายังไม่รวย แต่หารู้ไม่ว่า นั่นก็ไม่ต่างกับสุภาษิตไทยที่ว่า “พ่อแม่รังแกฉัน”

ความหมายโดยสรุปก็คือ อวยลูกตนเองมากเกินไปจนทำให้สิ่งที่ลูกตนเองทำผิดก็กลายเป็นถูก และเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นผู้ใหญ่ในสังคมก็กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาในที่สุด

6.สื่อหลักและ ก า ร โ ฆ ษ ณ า ต้องการให้คุณเป็นผู้บริโภคโดยสมบูรณ์

สื่อและการโฆษณาในกระแสหลักนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภค ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้บริโภคเองนั้น

กลับ ซื้ อ ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ, ซื้ อ ในสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือแม้กระทั่ง ซื้ อในสิ่งที่คุณไม่ชอบแต่เพียงเพื่อให้คนอื่นชอบคุณด้วยซ้ำไป

จนถลำลึกไปถึงขั้นที่ว่า หาก ณ ตอนนี้คุณไม่มีเงินสด คุณก็สามารถใช้บัตรเครดิตรูดไปก่อนได้แล้วค่อยชำระเมื่อเงินเดือนออก

และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณชำระเงินไม่ทันสิ้นเดือน จนกระทั่งขอผัดผ่อนเป็นการชำระเงินขั้นต่ำแทน ทีนี้ ด อ ก เ บี้ ย ที่คุณถูกรีดจากบัตรเครดิต

ก็ทำให้คุณโงหัวแทบไม่ขึ้น หลายคนมีบัตรเดียวยังไม่หนำใจ ต้องมีบัตรที่สอง บัตรที่สาม บัตรที่สี่ วนเวียนกันไปจนกลายเป็นหนี้แบบไม่รู้จบ

ทีนี้หนักเข้ามันก็จะลามไปถึงการเอารถ เอาบ้านไปจำนอง เพื่อนำเงินมาหมุนหนี้บริโภค คุณก็กลายเป็นหมากตัวหนึ่งของเกมการเงินของสถาบันการเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และคุณเองก็คือคนที่สร้างผลกำไรจาก ด อ ก เ บี้ ย ที่พวกเขาคิดจากคุณอีกทีนั่นเอง

7.คุณไม่มีความรับผิดชอบต่ออนาคตทางเงินของตัวคุณเอง

หากตอนนี้ การเงินของคุณมันห่วย แถมคุณยังชี้นิ้วโทษคนนู้นคนนี้ว่าเป็นเหตุที่ทำให้คุณ ย า ก จ น ข้ น แ ค้ น

โทษเศรษฐกิจไม่ดี โทษคนในครอบครัว โทษเพื่อนร่วมงาน โทษหมา โทษแมว โทษฟ้าโทษฝน แต่กลับไม่เคยคิดจะโทษตัวเองเลย

เพราะทุกครั้งที่คุณยกมือขึ้นชี้นิ้ว ด่ า คนอื่นอยู่นั้น ในมือของคุณกลับมีอีกตั้งสามนิ้วที่ชี้มาหาตัวคุณเอง

ดังนั้น หากการเงินวันนี้ของคุณมันห่วย นั่นเป็นเพราะความรู้ทางการเงินของคุณมันห่วยเองต่างหาก และเมื่อคุณรับรู้ว่าตนเองมันห่วยเรื่องการเงิน

สิ่งที่คุณจะตระหนักได้ก็คือ ถ้าเช่นนั้น ตัวเองก็ต้องเรียนรู้เรื่องการเงินให้มากขึ้น เรียนรู้ช่องทางการเงินด้วยวิธีใหม่ ๆ เรียนรู้การบริการการเงิน

เรียนรู้การออมเงิน เรียนรู้การนำเงินไป ล ง ทุ น แต่หากคุณยังบ่นอีกว่า ทุกวันนี้ทำงานหาเงิน ก็แทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว ทีนี้คำถามที่คุณควรถามตัวเองก็คือ

หากวันนี้คุณยังมีเวลาเล่นเกม ดูหนังอยู่ นั่นแสดงว่าคุณยังมีเวลาเหลืออยู่ แต่คุณเลือกที่ใช้ไปกับอย่างอื่นแทนมากกว่า

ซึ่งคุณไม่จำเป็นที่จะต้องงดดูหนัง งดเล่นเกม เพียงแต่ให้คุณจัดสรรเวลาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการเงินให้มากกว่ากิจกรรม ย า ม ว่ า ง

แล้วลองดูผลลัพธ์ว่า ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปดีขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับตัวคุณเองในอดีตที่ผ่านมา ที่ไม่เคยสนใจหาความรู้ในเรื่องเงินมาก่อนเลย

และหากคุณหลีกเลี่ยงและสามารถแก้ไขปัญหาทั้ง 7 ข้อนี้ได้ คุณก็เข้าใกล้การเข้าสู่การเป็นคนในกลุ่มของ 3% ที่มีฐานะทางการเงินและความมั่งคั่งได้เช่นเดียวกัน

 

ขอขอบคุณ b l u  e o c l o c k

Load More Related Articles
Load More By adminsabailey
Load More In ความรู้

Check Also

ข้อคิดทำให้ชีวิตก้าวหน้า “อยากบินขึ้นที่สูง อย่าสุงสิงกับฝูงไก่”

อย่าพูดเรื่องบินสูงในฝูงนกเล็ก คิดจะไปให้ไกลกว่าเดิมต้องอ่ า น มีนิทานเรื่อง นกอินทรีย์ กั…